แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟักข้าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟักข้าว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

มะเร็งหลอดอาหาร เป็นมะเร็งของผู้ใหญ่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง 55-65 ปี โรคเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง







สาเหตุของมะเร็งหลอดอาหาร สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแต่จากการศึกษาวิจัยพบปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่

1.อาจมีความสัมพันธ์กับเชื้อชาติ เพราะอุบัติการณ์จะสูงกว่าในชาวอิหร่าน โซเวียตและจีน       

2.สุรา บุหรี่ เพิ่มปัจจัยเสี่ยง
       
3.การบริโภคสารพวกไนโตรโซ (Nitroso compound) หรือไนโตรซามีน (Nitrosamines) ซึ่งมีอยู่ในอาหารบางจำพวกในปริมาณสูงและบริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร       

4.การรับประทานผัก ผลไม้มากๆ อาจลดปัจจัยเสี่ยง อาการและอาการแสดงของมะเร็งหลอดอาหาร ไม่มีอาการเฉพาะของมะเร็งหลอดอาหาร แต่จะเป็นอาการคล้ายคลึงกับโรคทั่วๆไปของหลอดอาหารที่พบบ่อย ได้แก่

1.กลืนอาหารไม่สะดวก รู้สึกติด หรือสำลัก

2.อาจมีเสลดปนเลือด 

3.ไอ สำลัก ขณะรับประทาน

4.อาจคลำต่อมน้ำเหลืองที่คอได้   

5.ผอมลงเพราะรับประทานไม่ได้หรือได้น้อย

ดังนั้น ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง






ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่จะตรวจคัดกรองมะเร็ง หลอดอาหารได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกเป็นโรคแต่อาจลดปัจจัยเสี่ยงลงได้ โดยการ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวได้แล้วได้ตอนต้น

การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคและหาระยะของโรคมะเร็งหลอดอาหาร แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งหลอดอาหารได้โดย

1.ซักประวัติ อาการ อาการแสดง การตรวจร่างกาย 
2.ถ้าสงสัยอาจตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ด้วยการกลืนแป้งตรวจหลอดอาหาร ซึ่งเป็นการตรวจทางเอกซเรย์เพื่อดูภาพ และพยาธิสภาพของหลอดอาหาร     
3.การส่องกล้องตรวจพยาธิสภาพของหลอดอาหารและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ


เมื่อผลตรวจทางพยาธิวิทยา ระบุว่าเป็นมะเร็งแน่นอนแล้ว แพทย์มักตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสุขภาพของผู้ป่วย และหาระยะของโรคโดย
       
1.ตรวจเลือดดูการทำงานของไขกระดูก ตับ ไต เบาหวาน เป็นต้น

2.ตรวจปัสสาวะดูการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะ
       
3.ตรวจเอกซเรย์ปอดดูการแพร่กระจายของโรค     

4.อาจตรวจภาพอัลตราซาวด์ตับ ถ้าสงสัยว่ามีโรคแพร่กระจายไปตับ
       
5.อาจตรวจภาพสแกนกระดูก ถ้าสงสัยว่ามีโรคแพร่กระจายไปกระดูก
       
6.ในผู้ป่วยบางราย ถ้ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แพทย์อาจส่งตรวจภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูการลุกลามของโรคไปยังอวัยวะอื่นๆ ใกล้เคียง หรือดูการแพร่กระจายของต่อมน้ำเหลืองในช่องอกหรือในช่องท้อง
การตรวจเพิ่มเติมต่างๆ ในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกัน ทั้งนี้จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์


ระยะที่ 1   
ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กยังอยู่เฉพาะในตัวหลอดอาหารยังไม่ลุกลาม

ระยะที่ 2
ก้อนมะเร็งลุกลามมากขึ้นลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

ระยะที่ 3   
มะเร็งลุกลามทะลุเนื้อเยื่อต่างๆ ของหลอดอาหารและมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง

ระยะที่ 4   
มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง มีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกล
ออกไปหรือกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ หรือกระดูก เป็นต้น



1.ระยะของโรคระยะที่สูงขึ้น โรคจะรุนแรงมากขึ้น
       
2.สภาพร่างกายของผู้ป่วย ถ้าแข็งแรงผลการรักษาจะดีกว่า
       
3.โรคร่วมอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษาได้
       
4.อายุ ในคนสูงอายุ มักจะทนการรักษาได้ไม่ดี



การผ่าตัด จะเป็นวิธีการรักษาในมะเร็งระยะต้นๆ และเป็นมะเร็งหลอดอาหารในตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดได้ โดยผ่าตัดเอาหลอดอาหารส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป แต่ในโรคระยะลุกลามจนผู้ป่วยรับประทานทางปากไม่ได้ อาจมีการผ่าตัดเล็กทางกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กเพื่อให้อาหารทางสายยางแทน

รังสีรักษา โดยทั่วไปมักเป็นการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว หรือฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด หรือฉายรังสี เคมีบำบัด และผ่าตัด ซึ่งจะเป็นไปตามข้อบ่งชี้การแพทย์เป็นรายๆ ไป การฉายรังสีก็เช่นเดียวกัน การผ่าตัด จะมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือใช้รักษาเพื่อควบคุมโรค ซึ่งจะใช้รักษาผู้ป่วยระยะลุกลามไม่มากและมี สุขภาพแข็งแรงและการรักษาแบบประคับประคองที่จะใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็น มากแล้วหรือสุขภาพไม่แข็งแรง
เคมีบำบัด จะเช่นเดียวกัน มักใช้รักษาร่วมกับรังสีหรือร่วมกับรังสีและการ

ผ่าตัด

การติดตามผลการรักษา

ภายหลังให้การรักษาครบแล้ว แพทย์มักนัดตรวจรักษาเพื่อติดตาม ผลการรักษาโดยใน 1-2 ปีหลังการรักษา อาจนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ปีที่ 3-5 หลังการรักษา อาจนัดตรวจทุก 2-3 เดือน ในปีที่ 5 ไปแล้วอาจนัดตรวจ ทุก 6-12 เดือน ในการมาตรวจรักษาแต่ละครั้ง ควรพาญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อร่วมพูดคุยปรึกษากับแพทย์โดยตรง และควรนำยาและผลการตรวจต่างๆ ถ้ามีการตรวจรักษาจากแพทย์ท่านอื่นมาให้แพทย์ดูด้วย ทั้งนี้เพื่อจะได้มีการรักษาได้อย่างเหมาะสม






สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

สรรพคุณ พลูคาว ผักสารพัดประโยชน์




อย.เลขที่ 50-1-16353-1-0013

ชื่อวิทยาศาสตร์  Houttuynia cordata Thunb.
ชื่ออื่นๆ คาวตอง(ลำปาง,อุดร)คาวทอง(มุกดาหาร,อุตรดิตถ์)ผักก้านตอง(แม่ฮ่องสอน)ผักเข้าตอง,ผักคาวตอง,ผักคาวปลา(ภาคเหนือ)พลูคาว(ภาคกลาง)
วงศ์   SAURURACEAE
พลูคาว เป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นที่พบมากในแถบภาคเหนือของไทย ซึ่งถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะ มีร่มเงาเล็กน้อยและสภาพอากาศเย็นชาวบ้านในเขตภาคเหนือจะเรียกว่าผักคาวตอง” เนื่องจากต้นและใบจะมีกลิ่นคาวรุนแรงคล้ายคาวปลา ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำใบมาเป็นเครื่องเคียงอาหารสดๆ เช่น ลาบ ซ่า ก้อย ซกเล็ก เป็นต้น ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าอาหารสดๆ เหล่านั้นจะเป็นปัจจัย ทำให้เกิดโรคมะเร็ง และตัวพลูคาวนี้จะเข้าไปช่วยสร้างความสมดุล และยับยั้งไม่ให้มะเร็งลุกลาม  ถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีสารในการต้านมะเร็ง  สังเกตได้ว่าประชากรในภาคเหนือเป็น “ โรคมะเร็งค่อนข้างน้อยเนื่องจากบริโภคพลูคาวเป็นประจำ
ลักษณะแตกต่าง จากพลู คือ ที่ใต้ใบของพลูคาวจะ มีสีแดงอ่อนไปจนถึงสีแดงเข้ม
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพลูคาว


โรคมะเร็งเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรง เกิดจากเซลล์สูญเสียคุณสมบัติที่เรียกว่า Contact Inhibition ทำให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์ก้อนใหญ่ เรียกว่า เนื้องอก” สามารถแพร่กระจาย (Metastasis) ไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้ ระยะแรกมักไม่แสดงอาการเจ็บปวด เมื่อมะเร็งโตขึ้น ร่างกายจะทรุดโทรมจนถึงแก่ชีวิตได้
1. ฤทธิ์การทำลายเซลล์มะเร็ง ชนิด คือ เซลล์มะเร็งปอด(HUMANLONG DADNOCARCINOMA) ,เซลล์มะเร็งรังไข่(HUMAN OVARIAN ADENOCARCINOMA), เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายในสมอง (HUMAN CNS CARCINOMA),เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่(HUMAN COLON ADENOCARCINOMA)  และเซลล์มะเร็งต่อมไทรอยด์
2.ฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว(LEUKEMIC CALL LINES)
3.ฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งอื่นๆ
สมุนไพรพลูคาวกับไวรัส 
โรคที่เกิดจากไวรัสแบ่งเป็นการติดเชื้อ 3แบบคือ
1.โรคที่เกิดจากไวรัสที่มีอาการเฉียบพลัน เช่นไข้ทรพิษหัดหัดเยอรมันหวัดตาอักเสบ เป็นต้น
2.โรคที่เกิดจากไวรัสที่มีอาการเป็นๆหายๆ เช่น เริม งูสวัด เป็นต้น
3.โรคที่เกิดจากไวรัสที่มีอาการเรื้อรัง เช่น HOV โรคพิษสุนัขบ้าเป็นต้น
สมุนไพรพลูคาวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสPOLLOVIRUS AND COXSACKIEVIRUS โรค ที่เกิดจากไวรัสในไก่ โรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง เช่นหวัด ไข้หวัดนก คางทูม ต่อมทอลซินอักเสบ และปอดอักเสบในเด็ก

สมุนไพรพลูคาวกับเชื้อรา
รา เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งแบ่งเป็น2กลุ่ม คือ เซลล์เดียวหรือยีสต์UNICELLULAR FUNGI OR TEAST และเซลล์หลายเซลล์หรือโมลด์ FILAMENTOUS FUNGI OR MOLD ราเป็นสาเหตุของโรคที่เกิดกับผิวหนัง

สมุนไพรพลูคาวกับแบคทีเรีย 
โรค ที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียมีหลากหลายแตกต่างกัน ตามชนิดของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรค และขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดการติดเชื้อ สมุนไพร พลูคาวสามารถป้องกัน อาการท้องเดิน ท้องเสีย ท้องเดินปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อทางเดินหายใจ ฝี โรคทางเดินอาหาร โรคปริทันต์ โรคในระบบสืบพันธุ์ โรคติดเชื้อในช่องปาก สิว โรคผิวหนัง กลาก ขี้เรื้อนกวาง

 สมุนไพรพลูคาวกับการอักเสบ  ANTI-INFLAMMATION 
สมุนไพร พลูคาวมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยยับยั้งการซึมผ่านเส้นเลือดฝอยของของเหลว หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ไฟไหม้น้ำร้อนลวก ปวดฟัน ขับปัสสาวะ DIUERTIC ACTIVITY

สมุนไพรพลูคาวกับภูมิคุ้มกัน
ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันโรค หรือมีความต้านทานโรค ไม่ให้โรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย สมุนไพรพลูคาวช่วยบำบัดอาการไอ จาม อักเสบ หอบหืด ATOPIC ECZEMA โรคหวัดเรื้อรัง โรคข้ออักเสบ รูมาตอยต์ โรคข้ออักเสบ HIV มะเร็ง ผู้ได้รับสารกดภูมิคุ้มกัน

สมุนไพรพลูคาวกับโรคอื่นๆ
เบา หวาน ตับอักเสบ ตับแข็ง ไตอักเสบ เนื้อปอดพองลม ปวดขัดเบา ลดไข้ ขจัดสารพิษ เยื่อบุจมูกอักเสบ โรคผิวหนังโรคติดเชื้อต่าง ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ต้านการจับตัวของเกร็ดเลือด โพรงจมูกอักเสบ ควบคุมระบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เร็วขึ้น

 จากการวิจัย 
คณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยขอนแก่น พลูคาว ได้วิจัยและทดลองผลิตเป็นยาน้ำสมุนไพรบำรุงร่างกาย โดยผ่านกรรมวิธีการหมักและผสมผสานระหว่างศาสตร์ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม กับเทคโนโลยีชีวภาพ (NanoTechnology) ใช้สมุนไพรพลูคาวเป็นสารตั้งต้น
ขณะเดียวกันคณะนักวิจัยยังได้ทราบข้อเท็จจริงว่าสีแดงที่อยู่ใต้ใบพลูคาวเป็นตัวชี้วัดว่ามีเภสัชสาร ซึ่งเป็นสารเฮลตีแบคทีเรีย มีจุลินทรีย์และแลคโตบาซิลลัสสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์ให้ทำงานได้ดีขึ้นทั้งยังสามารถไปยับยั้งการเจริญเติบโตและต้านทานเนื้องอก (Anti-tumor) และช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้ค่อนข้างดี
หลังจากที่สกัดเป็นยาน้ำและผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมแล้ว ได้นำยามาทดลองในผู้ป่วยมะเร็ง ชนิด คือ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปากมดลูก เนื้องอกบริเวณสมอง และเนื้องอกของ Soft tissue sarcoma โดยให้ผู้ป่วยดื่มบำรุงร่างกาย และใช้ร่วมกับ คณะแพทย์โดยการฉายรังสีปรากฏว่าสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งได้ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น
พลูคาวจะนำมาต้มโดยให้ผู้ป่วยดื่มบำรุงร่างกายและใช้ร่วมกันของคณะแพทย์โดยการฉายรังสีปรากฏว่าสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งได้ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้นทำให้อาทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงนำเอาศาสตร์พื้นบ้านนี้มาเป็นพื้นฐานด้วยการนำพลูคาวมาสกัดเป็นตัวยาหลักนำไปช่วย ผู้ป่วยโรคมะเร็ง… โดยมี กระชายแดง” และสมุนไพรอื่นๆอีกเป็นส่วนผสม… ผลปรากฏว่าสามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งไว้ได้หลังอยู่ในสภาพที่สิ้นความหวังไปแล้ว
ผศ.ดร.วิจิตร เกิดผลจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในคณะนักวิจัย เปิดเผยว่า… หลังจากที่มีการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับการนำสมุนไพรพลูคาวมาเป็นสารตั้งต้นในการผลิตและผลิตเป็นยาน้ำสมุนไพรบำรุงร่างกายใช้กรรมวิธีการหมักและผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยกับนาโนเทคโนโลยีNanoTechnology…ล่าสุดทีมวิจัยยังนำเอาเห็ดหลินจือเข้ามาเป็นยาร่วมดำเนินการผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพที่ชื่อ Vilac Plus…!!! เมื่อทดลองให้ผู้ป่วยมะเร็งดื่มยาน้ำสมุนไพรไทยอย่างต่อเนื่องแล้ว พบว่าสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยได้สูงขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น เมื่อใช้ร่วมกัน วิธีรังสี ส่งผลให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามได้นานขึ้น ในการนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังได้จัดทำโครงการวิจัยเรื่อง การทดสอบฤทธิ์ความเป็นพิษของ Vilac Plusต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย (Leukemia)” ขณะเดียวกันยังจะศึกษาวิจัยในผู้ป่วย ธาลัสซีเมีย” ควบคู่ไปด้วยใช้ระยะเวลาดำเนินการวิจัยประมาณ ปี
ทางด้าน นายสุริยา วิจิตรโชติ นักวิจัยภาคเอกชน ได้ทำการวิจัยและผลิตน้ำสมุนไพรไทย เพื่อสุขภาพจากพลูคาวนี้ขึ้นมา บอกว่าเพื่อผลงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ประสบความสำเร็จจึงตัดสินใจมอบ Vilac Plus (ชื่อน้ำสมุนไพรจากพลูคาว) ให้กับทีมวิจัยในภาคราชการ เพื่อใช้ทำการวิจัยเฉลี่ยเดือนละ 4,000 ขวด เป็นระยะเวลา ปีเป็นการให้เปล่าหรือเรียกว่าฟรี…!!!
การของผู้ป่วยดี ขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยได้นานขึ้นด้วย ซึ่งดีกว่าการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว
 ดูข้อมูลที่ http://pannfitcancer.blogspot.com/ 

      สอบถามได้ที่

           คุณ  วราพร แคล้วศึก

               โทร. 085-9083178                             

                อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com 

ทำไม? เซลล์มะเร็งจึงลดจำนวนลง หลังจากรับประทาน คาวตองพลัส

     เมื่อรับประทาน คาวตองพลัส ไประยะเวลาหนึ่ง จะตรวจพบว่า จำนวน เซลล์
มะเร็ง” ได้ลดจำนวนลงจริง(จากการตรวจจากแพทย์)

    สาเหตุ เนื่องจาก สาระสำคัญในความตองพลัส(พลูคาวและเห็ดหลินจือ)ไปช่วยให้ จำนวน เม็ดเลือดขาว” เพิ่มจำนวนมากขึ้น และ ทำให้เม็ดเลือดขาว แข็งแรงมากขึ้น

    จำนวนเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มจำนวน จะไป จับ เซลล์มะเร็ง” และทำลายเซลลืมะเร็งให้ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนสามารถตรวจพบว่า จำนวนเซลล์มะเร็งของผู้ป่วย มีจำนวนน้อย จนไม่ทำอันตรายต่อสุขภาพได้อีก

     ผู้ป่วยโรคมะเร็ง(ทุกโรค) จะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และ เมื่อรับประทานต่อเนื่อง เซลล์มะเร็งอาจถูกทำลายไปจนหมด

     เม็ดเลือดขาวช่วยทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันคอยทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมให้แก่ร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวไม่มีฮีโมโกลบินแต่มีนิวเคลียสอยู่ด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาวมีอายุประมาณ 2-3 วัน


     หน้าที่ของเม็ดเลือดขาวในร่างกายของมนุษย์ คือทำลายเชื้อโรค กล่าวคือเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะถูกผลิตเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีวิธีทำลายเชื้อโรคได้ 2 วิธีคือ

   1. ทำลายโดยการกินและย่อยสลายเชื้อโรค หรือที่เรียกว่า การสะกดกลืนกิน (Phagocytosis)
   2. ทำลายโดยการสร้างสารพวกโปรตีนที่มีคุณสมบัติต่อต้านสารแปลกปลอมในร่างกายและเชื้อโรค หรือที่เรียกว่า สร้าง ภูมิคุ้มกันโรค (Immunization)
      เม็ดเลือดแดงกับเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงจะทำหน้าที่ขนย้ายออกชิเจน(อากาศหรือลมนั่นเอง) ไปส่งยังเชลล์ต่างๆทั่วร่างกาย โดยอาศัยหลอดเลือดเป็นเส้นทางสัญจรไปมา ภายในหลอดเลือดก็จะมีสิ่งที่จำเป็นต่อเชลล์มากมาย เช่น สารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ ฮอร์โมน ไปให้เชลล์ต่างๆในร่างกาย โดยมีเม็ดเลือดขาวทหารเอก เป็นผู้ให้การคุ้มครองไปตลอดทาง เพราะนอกจากสารอาหารและสิ่งจำเป็นต่อร่างกายแล้วในเส้นทางของหลอดเลือดนี้ก็จะมีพวกเชื้อโรคและสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการผสมมาด้วย ต้องเป็นหน้าที่ของเชลล์เม็ดเลือดขาวที่จะตามกำจัดและขับไล่มันออกไปจากร่างกายเรา เหมือนตำรวจไล่จับผู้ร้าย

           สารสำคัญในพลูคาวและเห็ดหลินจือ เป็นสารที่ทำให้ เม็ดเลือดขาว” แข็งแรงและเพิ่มจำนวนขึ้น มีผลการวิจัยทางการแพทย์ที่ระบุว่าเมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณของไลโคปีนในร่างกายจะลดลง ส่งผลให้โอกาสในการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด  มะเร็งเต้านม และ มะเร็งปากมดลูก 
   
       เนื่องจากเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ที่มีความแรงมาก และมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือเข้าไปจับกับอนุมูลอิสระ (Free radical) ในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการทำลายสายดีเอ็นเอ อันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ไลโคปีนจะช่วยลดการก่อกลายพันธุ์ ทำให้สามารถยับยั้งวงจรชีวิตของเซลล์มะเร็งในช่วงต้น (ระยะG1) และลดการเกิดเนื้องอกได้

    ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ คาวตอง พลัส เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมอย่างสูง

    ดูข้อมูลที่ http://pannfitcancer.blogspot.com/
    ปริมาณและราคา
    คาวตอง พลัส 1 ขวด ปริมาณ 90 แคปซูล    ราคา   1,200 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทาน 2 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น
    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
    คุณ วราพร แคล้วศึก  โทร. 085-9083178
           อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com

อาการ การวินิจฉัย และการรักษา มะเร็งเม็ดเลือดขาว – Leukemia



อาการ
1.เลือดจาง ซีด
2.หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย
3.เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง เหงือก เป็นจ้ำตามตัว
4.ต่อมน้ำเหลืองโต อาจพบก้อนในท้องเนื่องจากตับ ม้ามโต
5.ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย มีไข้
การวินิจฉัย
เนื่องจากอาการแสดงต่างๆ ที่กล่าวเป็นอาการของโรคอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ไม่ใช่ลิวคีเมีย เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวินิจฉัยแยก จากโรคอื่นๆ โดยการตรวจเลือดและการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่นการตรวจไขกระดูก ก่อนที่จะบอกได้แน่นอน โรคนี้เป็นโรคร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วยากที่จะรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นการวินิจฉัย จึงต้องกระทำด้วยความระวัง ควรจะมีหลักฐานเพียงพอก่อน ที่จะให้การวินิจฉัยลงไปอย่างแน่นอนว่า ผู้ป่วยเป็นลิวคีเมียจริง
การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาว สามารถทำได้ค่อนข้างง่าย จากการดูลักษณะเม็ดเลือดที่ได้ จากการเจาะเลือดตามปกติ เรียกว่าการตรวจ complete blood count (CBC) ผู้ตรวจที่มีความชำนาญ สามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว จากการดูสไลด์เพียงแผ่นเดียว อย่างไรก็ดี มีความจำเป็นต้องตรวจเลือดจากไขกระดูกเพิ่มเติม เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนมากขึ้น การเจาะไขกระดูกดังกล่าวทำได้โดย ใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดเลือด จากไขกระดูกบริเวณสะโพก หรือบริเวณกลางหน้าอก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรม หรือทางโลหิตวิทยาจะสามารถให้การวินิจฉัยได้
การรักษา
การรักษา โดยทั่วไปจะใช้วิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก นอกจากนี้แพทย์อาจใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก และรังสีรักษา เพื่อเสริมการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด และอายุของผู้ป่วยด้วย ข้อแนะนำสำหรับการป้องกันโรคนี้ คือ การหลีกเลี่ยงเกี่ยวกับการสัมผัสกับกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ยาฆ่าแมลง สีทาบ้าน ควันพิษต่างๆ และผู้ที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคที่ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง
การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง และสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน หากเป็นชนิดเรื้อรัง แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดแบบรับประทาน เพื่อให้จำนวนเม็ดเลือดที่ผิดปกติลดลง และขนาดของตับม้ามลดลงในเวลาที่เหมาะสม การให้ยารับประทานอาจมีการปรับขนาดของยาบ้างตามจำนวนเม็ดเลือดขาว แต่จะให้ไปเรื่อยๆ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ถึงแม้จะมีอาการไม่มาก แต่เป็นมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว วิธีที่อาจรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ให้หายขาดและได้ผลดีได้ คือการปลูกถ่ายไขกระดูก
การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน มีเป้าหมายคือต้องการให้โรคเข้าสู่ระยะสงบ (remission) ระยะสงบเป็นระยะที่จำนวนของเซลล์มะเร็งลดลง และเซลล์ปกติมีจำนวนและหน้าที่กลับมาปกติ ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะสงบจะอยู่ในระยะนี้ได้ประมาณ 3-9 เดือน หลังจากนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ (relapse)
การรักษาเพื่อให้เข้าสู่ระยะสงบนั้น รักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ขนาดค่อนข้างสูง เข้าทางเส้นเลือด หลังจากให้ยา ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง และเม็ดเลือดต่ำลง ทำให้ติดเชื้อง่ายและมีไข้ ระยะนี้เป็นระยะที่เกิดภาวะแทรกซ้อน และอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อให้ยาปฏิชีวนะและให้เลือดประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้น หากผู้ป่วยไม่เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ก็จะฟื้นตัวเข้าสู่ระยะสงบ ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วยจะมีอาการปกติเหมือนตอนก่อนจะป่วย แต่เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ จึงต้องให้การรักษาเพื่อที่จะป้องกันการกลับเป็นโรคใหม่ โดยการให้ยาเคมีบำบัดซ้ำในขนาดสูง หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก ดังนั้นผู้ป่วยแต่ละราย มักจะต้องได้เคมีบำบัดหลายรอบหลายครั้ง โดยทั่วไปประมาณ 3-6 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน ในปัจจุบันเราสามารถรักษา ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ให้หายขาดได้ประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 2 ของผู้ป่วยทั้งหมด การที่ผู้ป่วยแต่ละรายจะหายขาดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุด คือ อายุและสภาพร่างกายของผู้ป่วย และชนิดความผิดปกติทางพันธุกรรมของมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ผู้ป่วยเป็น
การรักษาโรคลิวคีเมียทำได้ 2 วิธี คือ
1.การป้องกันไม่ให้เกิดโรค
2.การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว
การป้องกันไม่ให้เกิดโรค
การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้น ยังห่างไกลจากความเป็นจริงมาก แม้ว่าวิทยาการก้าวหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม เรายังไม่มีวิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคลิวคีเมียได้ เพราะดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนสาเหตุว่า สาเหตุต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเพียงสาเหตุชักจูงเท่านั้น เรายังไม่ทราบว่า ทำไมคนบางคนได้รับสาเหตุชักจูงแล้วเป็นโรคลิวคีเมีย แต่บางคนไม่เป็น
การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว
การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้วนั้น แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง และการป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อน หรืออาการต่างๆ ที่เป็นผลจากโรคลิวคีเมีย
การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง การรักษาโรคลิวคีเมียเองนั้น ทำได้โดยการใช้ยาซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเซลล์ลิวคีเมีย (และในขณะเดียวกันก็อาจจะทำลายเซลล์ เม็ดเลือดที่ปกติด้วย) ในปัจจุบันนี้ การรักษาโรคลิวคีเมียได้ผลดีขึ้นมาก ทั้งนี้ก็เป็นผลจากยาที่นำมาใช้มีคุณภาพดีขึ้น ลิวคีเมียบางชนิด อาจจะรักษาให้หายขาดได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิวคีเมียในเด็ก สำหรับลิวคีเมียในผู้ใหญ่แม้ว่าการรักษาจะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไกลจากความหวังในเรื่องหายขาด
นอกจากนี้ การรักษามีความจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับเลือดเข้าไปชดเชย เพื่อให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงมากพอ ที่จะทำหน้าที่นำออกซิเจน ไปให้อวัยวะต่างๆ ได้
การป้องกันและการรักษาโรคแทรกซ้อน การป้องและรักษาโรคแทรกซ้อนนั้น ก็ทำไปตามอาการของผู้ป่วย เช่น ซีดมากก็ให้เลือดถ้า เกล็ดเลือดต่ำ มีอาการเลือดออก ตามที่ต่างๆ ก็ต้องให้เกล็ดเลือด
ผู้ป่วยพวกนี้มักจะมีอาการติดเชื้อง่ายจาก 2 สาเหตุ คือ
1.เป็นผลจากโรคลิวคีเมียเอง เพราะมีเม็ดเลือดขาวที่ไม่ปกติ ไม่สามารถต่อสู้กับผู้ร้ายได้ เพราะฉะนั้น จึงมีการติดเชื้อบ่อย
2.เป็นผลจากการรักษาด้วยยา ซึ่งสามารถกดไขกระดูกได้ด้วย ดังนั้นเม็ดเลือดขาวอาจจะต่ำกว่าปกติระยะหนึ่ง ทำให้มีการติดเชื้อง่าย
ไม่ว่าจะเป็นผลจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังกล่าว เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้น และเนื่องจากขาดเม็ดเลือดที่ดีๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเชื้อ โรคพวกนั้นได้ ก็อาจจะเป็นที่จะต้องให้เม็ดเลือดขาวที่ดีๆ เข้าไปในผู้ป่วยด้วย การหาทั้งเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาว จำเป็นต้องได้เลือดจากผู้บริจาคในวันเดียวกัน เพื่อจะทำการปั่นแยกเอาเฉพาะเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดให้ผู้ป่วย เพราะในเลือดที่บริจาคมาหลายวัน ทั้งเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดหายไป หรือเสื่อมหน้าที่ไปเกือบหมดแล้วทั้งนั้น
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลิวคีเมียอาจมีผลแทรกซ้อนได้ เช่น ยาที่ทำลายเซลล์ลิวคีเมียโดยตรงอาจจะทำให้ผมร่วง หรือเป็นหมันได้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยส์ อาจทำให้หน้าอ้วน เป็นแผลเป็นในกระเพาะอาหาร หรือกระดูกผุได้ เป็นต้น

ดูข้อมูลที่ http://pannfitcancer.blogspot.com/

      สอบถามได้ที่
           คุณ  วราพร แคล้วศึก
               โทร. 085-9083178                             

                อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com