แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คาวตองพลัส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คาวตองพลัส แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

มะเร็งลำไส้ใหญ่ นับวันยิ่งใกล้ตัวมากๆ


อเมริกันเสียชีวิตจากโรคนี้ปีละ 60,000 คน และอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ ได้เพิ่มจาก 1 ต่อ 25 เมื่อ 30 ปีก่อน มาเป็น 1 ต่อ 20 ในปัจจุบัน วงการแพทย์จึงพยายามพัฒนาหาวิธีสำรวจหาปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้คนเป็นมะเร็งชนิดนี้ ลอดจนหาวิธีตรวจวินิจฉัยโรคให้พบตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพื่อจะได้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้ คือ




อายุ คนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่คือราว 90% จะมีอายุเกิน 50 ปี 
  
เพศ  เผ่าพันธุ์ ในชาวอเมริกันนั้น ผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่ มากกว่าผู้หญิง คนผิวดำจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนผิวขาว แต่คนผิวดำในทวีปอัฟริกา กลับมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำมาก ดังนั้นความเสี่ยงเชิงเผ่าพันธุ์ จึงขึ้นกับว่าอยู่ในประเทศอุตสาหกรรมหรือเปล่า 
    
อาหาร อาหารที่อุดมด้วยไขมันและแคลอรี ซึ่งมีเส้นใยอาหารน้อย จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง  
   
เนื้องอกโพลิป ถ้ามีเนื้องอกโพลิปอยู่ด้วยก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น  
     
ประวัติครอบครัว คนที่มีญาติสนิทที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็จะมีปัจจัยเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ถ้ามีน้องเป็นมะเร็งลำไส้ตรงคนหนึ่งแล้ว คนที่เหลือก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งแบบเดียวกัน ได้ราว 10-15 เปอร์เซ็นต์    
  
การออกกำลังกาย ผู้ที่มีกิจกรรมที่ใช้กำลังกายปานกลางจะมีความเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยลง   
    
แอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ คนที่บริโภคทั้งสองอย่างนี้รวมกันจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น   
  
โรคของลำไส้ บางอย่างทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่นี้ ถ้าสามารถรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่ง ขนาด ชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรคที่เป็นอยู่ จะช่วยบอกการพยากรณ์ของโรคได้ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามะเร็งก้อนที่เป็นอยู่นั้น ยังไม่ลุกลามออกนอกโพรงลำไส้ใหญ่ ยังไม่กระจายสู่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว โอกาสที่จะผ่าตัดรักษาจนหายก็มี และที่สำคัญคืออัตราการรอดชีวิตเกิน 5 ปี (5 year survival rate) ซึ่งเป็นอัตราที่เขาใช้กันเวลากล่าวถึงมะเร็ง  จะสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามะเร็งลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้ว อัตรารอดชีวิตที่ 5 ปี จะลดเหลือ 65 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่านั้น

กินอยู่อย่างไร ห่างไกลมะเร็ง       

1.พยายามรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกายเป็นประจำ

2.อย่ากินอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ (โดยเฉพาะปลาน้ำจืดดิบ) หรืออาหารที่มีเชื้อรา (เช่น ถั่วลิสงบด พริกแห้ง หัวหอม กระเทียมที่ขึ้นรา)  
     
3.พยายามหลีกเลี่ยงอาหารโปรตีนหมัก เช่น ปลาร้า ปลาส้ม หมูส้ม แหนม หรือ เนื้อสัตว์ ที่หมักโดยผสมดินประสิว (เช่น เนื้อเค็ม กุนเชียง ไส้กรอก แฮม) ถ้าจะกินควรทำให้สุกเพื่อทำลายสารไนโตรซามีนเสียก่อน   

4.พยายามอย่ากินอาหาร หรือขนมที่ใส่สีย้อมผ้า (ซึ่งทำให้ดูสีสดใสน่ากิน) หรืออาหารที่มียาฆ่าแมลงเจือปน โดยเฉพาะ ดีดีที หรือยาที่เข้าสารหนู  

5.ลดอาหารที่มีไขมัน เช่น มันสัตว์  ของทอด ของผัดน้ำมัน  อาหารใส่กะทิ  และจำกัดการกินน้ำตาล และของหวาน และทางที่ดีควรกินอาหารที่ให้โปรตีน  จากถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้     
  
6.กินผัก เช่น ผักใบเขียว ผักกะกล่ำ ดอกกะหล่ำ ผักคะน้า  ผลไม้  เช่น ฝรั่ง แอปเปิล มะละกอ องุ่น ฟักทอง มะเขือเทศ ส้ม  เมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง งา ลูกเดือย ถั่วต่างๆ  หัวพืชต่างๆ เช่น เผือก มัน แครอต หัวไช้เท้า และพวกกล้วย อาหารเหล่านี้จะมีสารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง เช่น กากใย  สารฟีนอล สารฟลาโวน สารแคโรทีน เป็นต้น 


 
7.ลดการกินอาหารรมควัน ย่าง หรือทอดจนเกรียม เพราะมีสารก่อมะเร็ง



  
8.จำกัดการกินเกลือและอาหารเค็ม ผู้ใหญ่กินเกลือวันละไม่เกิน 6 กรัม (7.5 มิลลิลิตร หรือหนึ่งช้อนชาครึ่ง) ส่วนเด็กวันละไม่เกิน 3 กรัมต่อ 1,000 กิโลแคลอรี

นอกจากการกินอาหารที่มีเส้นใยเยอะๆ อย่างผักผลไม้แล้ว สำหรับผู้อ่านที่มีอายุเกิน 50 ปี ควรตรวจร่างกายประจำปีด้วยนะคะ


อาการที่พึงระวัง อาจเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่


ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน อุปนิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น เคยถ่ายอุจจาระทุกวัน ก็เปลี่ยนไปมีอาการท้องผูก อุจจาระมีขนาดเล็กลง ปวดมวนท้อง ปวดถ่ายอุจจาระบ่อยๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โลหิตจาง เนื่องจากขาดธาตุเหล็ก และน้ำหนักลดโดยไม่ ทราบเหตุ




สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

มะเร็ง ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ชาย


ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ชายประกอบด้วย ไต กรวยไต และท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อวัยวะเพศชาย องคชาต หรือลึงค์ ลูกอัณฑะ ถุงอัณฑะ มะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก ไต อวัยวะเพศชาย และมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยนักได้แก่ มะเร็งของลูกอัณฑะ ถุงอัณฑะ และท่อไต


ปัสสาวะเป็นเลือด ลิ่มเลือด โดยในระยะแรกเริ่มจะไม่มีอาการปวด พบในมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งของไต

ปัสสาวะขัด ต้องเบ่ง หรือปัสสาวะออกกะปริดกะปรอย พบในมะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะที่สอง

มีแผลเรื้อรังชนิดเลือดออกง่ายและมีกลิ่นเหม็น พบในมะเร็งของอวัยวะเพศชาย




หนังหุ้มอวัยวะเพศหรือหนังหุ้มลึงค์ไม่เปิด และมีอาการคันภายในหรือมีเม็ดที่คลำได้

บริเวณที่มีการเสียดสีมีการอักเสบไม่หาย เช่น มะเร็งถุงอัณฑะ

มีก้อนคลำได้ชัดเจนบริเวณสีข้าง (บริเวณไต) หรือบริเวณท้องน้อยเหนือหัวเหน่า (บริเวณกระเพาะปัสสาวะ)

มีก้อนและคลำได้ที่ลูกอัณฑะ กดไม่เจ็บและโตเร็ว

ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบหรือซอกคอโต พบในรายที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว

เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผอมลง ไป ปวดกระดูก พบในระยะที่มีการกระจายของมะเร็งไปแล้ว


อายุ มะเร็งของไต กระเพาะปัสสาวะมักพบในคนอายุประมาณ 50 – 70 ปี มะเร็งองคชาตมักพบในคนวัยกลางคน และมะเร็งอัณฑะมักพบในวัยหนุ่มฉกรรจ์

มะเร็งของไตและกรวยไต เกิดร่วมกับการอักเสบเรื้อรังและนิ่วในไต เนื่องจากกินยาแก้ปวดประเภทฟีนาซีตินมากเกินไป

มะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ เกิดบ่อยในคนที่สูบบุหรี่จัด ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือมีมลภาวะ มีการอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

อาหารที่มีไขมันมากหรือสาเหตุทางพันธุกรรม ก็อาจมีส่วนที่ทำให้เกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้
       
ลูกอัณฑะที่ไม่ลงมาในถุงอัณฑะ มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูง

การเสียดสีเรื้อรัง ทำให้เกิดแผลไม่หายแล้วกลายเป็นมะเร็ง เช่น มะเร็งของถุงอัณฑะ  
                 



สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สมุนไพรพลูคาวมีประโยชน์อย่างไร?ทำไมต้องกิน

สรรพคุณทางเภสัชวิทยาของพลูคาวคือ

2.ทำลายเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงทั่วไป 5 ชนิด ; ปอด, สมอง, เนื้อร้าย, รังไข่, ลำไส้ใหญ่, เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว 5 ชนิด li210, u937, k526, raja, p3 hr 1




3.ฆ่าเชื้อไวรัส ชนิด HIV-1, HIV1 ไข้หวัดใหญ่, งูสวัด, หัดเยอรมัน, โดยไม่ทำลายHostCell

4.ต้านเชื้อรา  กลาก, เกลื้อน, สังคัง, ฮ่องกงฟุต, สะเก็ดเงิน-ทอง, เยื้อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อรา, ปอดอักเสบ

5.ต้านแบคทีเรีย  โรคท้องร่วง, โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ, ฝี, โรคระบาดทางระบบสืบพันธ์ตกขาว

6.ต้านอักเสบ_หลอดลมอักเสบ, ปอดอักเสบในเด็ก, รูมาตอย, แผลหลังการผ่าตัด, แผลไฟไหม่, น้ำร้อนลวก, หนองใน, ปวดฟัน


สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com


วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

มะเร็งปอดหลีกเหลี่ยงได้แค่ปฎิบัติตัวเป็น




มะเร็งปอด เป็นเนื้องอกชนิดหนึ่งของหลอดลมและปอด แต่เป็นชนิดที่ร้ายแรง เริ่มแรกมะเร็งปอดจะเป็นก้อนขนาดเล็ก หากปล่อยไว้ก้อนจะโตขึ้นลุกลามเข้าแทนที่เนื้อปอดปกติ และกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ สมอง กระดูก เป็นต้น


1.บุหรี่ จากการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ทั่วโลกยืนยันว่า มะเร็งปอดเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสูบบุหรี่ ทั้งผู้สูบเอง และผู้ได้รับควันบุหรี่


      

การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปอด
       
ผู้สูบบุหรี่โดยเฉลี่ยมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ 12 เท่า    
ผู้ที่สูบบุหรี่นานไม่เกิน 20 ปี จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ถึง 9 เท่า
       
ผู้ที่สูบบุหรี่นานระหว่าง 21-40 ปี มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ถึง 30 เท่า
       
ผู้ที่สูบบุหรี่นานระหว่าง 41-60 ปี มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ถึง 47 เท่า
       
ผู้ที่เป็นมะเร็งปอดร้อยละ 80 จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี
       
ผู้ที่ต้องดูดควันบุหรี่ของคนอื่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งด้วย
ประโยชน์ของการหยุดบุหรี่

ถ้าผู้สูบบุหรี่ สามารถหยุดบุหรี่ได้ทัน ก่อนที่ปอดจะได้รับความเสียหายอย่างถาวร โอกาสของการเกิดโรคมะเร็งปอดจะลดลงทันที
       
ผู้สูบบุหรี่ สามารถหยุดสูบบุหรี่ได้นาน 10-15 ปี จะลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งปอดได้ครึ่งหนึ่ง
       
สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งปอดแล้ว การเลิกสูบบุหรี่จะทำให้อาการดีขึ้น และอยู่ได้นานขึ้นกว่าผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป
       

        เป็นแร่ธาตุที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค ครัช ฉนวนความร้อน อุตสาหกรรมสิ่งทอเหมืองแร่  




ผู้ที่เสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้แอสเบสตอส เป็นส่วนประกอบ

 ระยะเวลาที่สัมผัสฝุ่นแอสเบสตอสจนเป็นมะเร็งปอด อาจใช้เวลา 15-35 ปี
       
ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ทำงานกับฝุ่นแร่แอสเบสตอส เสี่ยงต่อมะเร็งปอด มากกว่าคนทั่วไป 5 เท่า


เป็นก๊าซกัมมันรังสีไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการสลายตัวของแร่ยูเรเนี่ยมในหินและดิน กระจายอยู่ในอากาศและน้ำใต้ดินในที่ๆ อากาศไม่ถ่ายเท เช่น ในเหมืองใต้ดิน อาจมีปริมาณมาก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดได้



       
4.มลภาวะในอากาศ ได้แก่ ควันพิษจากรถยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น






อาการ : ระยะแรกของโรค จะไม่มีอาการใดๆ บ่งชี้อย่างแน่ชัด เมื่อโรคลุกลามมากแล้วอาการที่อาจพบ ได้แก่

       
ไอเรื้อรัง \ ไอเป็นเลือด     

หอบเหนื่อย \ เจ็บแน่นหน้าอก
       
น้ำหนักลดรวดเร็ว \ เบื่ออาหาร  

กลืนอาหารลำบาก    

เสียงแหบ

มีก้อนที่คอ (มะเร็งกระจายมาตามต่อมน้ำเหลืองที่คอ)   

ปวดกระดูกซี่โครง ไหปลาร้า ปวดกระดูกสันหลัง (มะเร็งกระจายมากระดูก)      

แขน ขา อ่อนแรง (มะเร็งกระจายไปสมอง)  

ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะ อุจจาระได้

 โดยอาการดังกล่าวมักเป็นอาการร่วมของโรคต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้นหากมีอาการดังกล่าวควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป





1.ถ่ายภาพเอกซเรย์ปอด, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์    

2.ตรวจเสมหะที่ไอออกมาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง (Sputum Cytology)

3.ส่องกล้องตรวจดูภายในหลอดลม (Bronchoscopy)    

4.ขลิบชิ้นเนื้อจากหลอดลมหรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณไหปลาร้า ไปตรวจ

เพื่อการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา (Biopsy, Scalene node biopsy)


1.การผ่าตัด      

2.รังสีรักษา       

3.เคมีบำบัด
       
4.การรักษาแบบผสมผสานวิธีดังกล่าวข้างต้น
       
5.การรักษาแบบประคับประคอง

       
1.เลิกสูบบุหรี่    

2.หลีกเลี่ยงการได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อม     

3.รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น และอาหารที่มีวตามินซี วิตามินอี
รวมทั้งเซเลเนียม เช่น ข้าวซ้อมมือ รำข้าว และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด
       
4.การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มสุรา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดได้



สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com